Custom Search
 



Heat stroke


นับวันโลกของเราก็มีแต่จะทวีความร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปี จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าลูกเล็กเด็กแดงหรือคนหนุ่ม ๆ สาว ๆรุ่นใหม่จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยไปจนกระทั่งแก่เฒ่าได้หรือไม่? ไหนจะน้ำท่วม พายุกระหน่ำ แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ หมอกควัน และมลภาวะต่าง ๆ แถมซ้ำร้ายกว่านั้นโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตามมากับสภาพความแปรปรวนของธรรมชาติบางอย่างก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเกินกว่าที่เคยเป็นในอดีต ครั้งนี้พวกเราทีมงานท่องเที่ยวดอทคอม (www.thongteaw.com) จึงตัดสินใจค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึ่งทุก ๆ คนควรจะได้ทำความรู้จักและให้ความสำคัญในสภาวะที่โลกกำลังค่อย ๆร้อนขึ้นเป็นลำดับมาฝากไว้ให้อ่านกัน เพื่อที่จะสามารถดูแลและป้องกันตนเองจากโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมครับ
     “โรคอุณหพาต (Heat stroke)” เป็นโรคซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักแต่เมื่อพบแล้วมีความรุนแรงถึงขั้นที่ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือพบกับภาวะแทรกซ้อนอันก่อให้เกิดความทุพพลภาพอย่างถาวรได้ มีสาเหตุจากการที่ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันกับความร้อนที่รับเข้ามาและเกิดขึ้น ทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆภายในร่างกายล้มเหลว โดยเฉพาะระบบประสาทและสมองจะเป็นระบบที่ไวต่อภาวะนี้มากที่สุด แบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 2 ชนิด คือ
           
     1. โรคอุณหพาตจากภาวะพร่องสารน้ำและเกลือแร่ : เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำ/เกลือแร่ไปกับเหงื่อมาก ร่วมกับการไม่ได้รับสารน้ำทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปอย่างเพียงพอและผู้ป่วยยังคงฝืนทำงานหรือออกแรงต่อไปภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีความร้อนและความชื้นสูง (ข้อสังเกตสำหรับสภาวะที่มีความชื้นในอากาศสูง คือ รู้สึกอบอ้าวเนื่องจากร่างกายระบายความร้อนผ่านทางการระเหยกลายเป็นไอของเหงื่อได้ลำบาก)ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป (slow onset) โดยจะมีลักษณะอาการของ “โรคเพลียแดด (Heat exhaustion)” นำมาก่อน ได้แก่ คลื่นไส้ ,อาเจียน ,อ่อนเพลีย ,ล้า ,กระหายน้ำ ,ผิวหนังเย็น ซีด ชื้น มีเหงื่อออก ,ปวดมึนศีรษะ ,ปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริว ,อุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ในระดับปกติแต่อาจมีผู้ป่วยบางรายที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย (พบผู้ป่วยซึ่งมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเกินระดับปกติได้น้อยมาก) ,ชีพจรอยู่ในเกณฑ์ปกติหรืออาจเร็วขึ้น ,หายใจเร็วขึ้น ,ปริมาณปัสสาวะลดลง ,อาจพบความดันโลหิตสูงขึ้น แต่ยังไม่พบความผิดปกติในระบบประสาทและสมองที่รุนแรงชัดเจน หากอาการของโรคเพลียแดดดังกล่าวข้างต้นไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีก็จะพัฒนากลายไปเป็นโรคอุณหพาตได้

    2. โรคอุณหพาตซึ่งปราศจากภาวะพร่องสารน้ำและเกลือแร่ เกิดขึ้นจากภาวะซึ่งมีการเพิ่มความร้อนขึ้นภายในร่างกายอย่างมากและรวดเร็วจนสามารถเอาชนะกลไกการลดอุณหภูมิแบบเร่งรัดของร่างกายได้ (กลไกการลดอุณหภูมิแบบเร่งรัดของร่างกาย : active heat loss mechanism ได้แก่ การแผ่รังสีออกจากร่างกาย และการระเหยกลายเป็นไอของเหงื่อ) โดยที่ภายในร่างกายยังคงมีปริมาณสารน้ำและเกลือแร่เพียงพอต่อความต้องการของกลไกลดอุณหภูมิ (แต่กลไกการลดอุณหภูมิแบบเร่งรัดไม่สามารถทำงานได้ทันกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว) อาการของโรคอุณหพาตชนิดนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (fast onset)โดยไม่มีลักษณะอาการเพลียแดดหรืออาการเตือนอื่น ๆ นำมาก่อน เราสามารถพบอาการผิดปกติต่าง ๆเหล่านี้ได้ในผู้ป่วย “โรคอุณหพาต (Heat stroke)” ส่วนใหญ่ คือ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นเกินกว่าระดับปกติ (ในผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะวัดอุณหภูมิของร่างกายได้สูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส) ,ผิวหนังร้อน โดยที่ผิวหนังอาจจะแดงหรือซีดก็ได้ อาจจะแห้งหรือชื้นก็ได้ อาจจะมีเหงื่อออกหรือไม่มีเหงื่อออกก็ได้ (กรณีเป็นโรคอุณหพาตจากภาวะพร่องสารน้ำและเกลือแร่ผู้ป่วยจะมีผิวหนังซีด ชื้น และมีเหงื่อออก ส่วนกรณีที่เป็นโรคอุณหพาตซึ่งปราศจากภาวะพร่องสารน้ำและเกลือแร่ผู้ป่วยจะมีผิวหนังแห้ง แดง แต่ไม่มีเหงื่อออก) ,ชีพจรเร็ว ,หายใจเร็วและลำบาก ,ปริมาณปัสสาวะลดลง ,เดินเซ ,กระสับกระส่าย ,สับสน ,เห็นภาพหลอน ,พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจถึงขั้นชัก ,หมดสติ ,รูม่านตาขยายกว้าง ไม่ตอบสนองต่อแสง และเสียชีวิตได้ สำหรับโรคอุณหพาตนี้ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ในกรณีที่คุณพบกับผู้ป่วยซึ่งสงสัยว่าจะเป็นโรคอุณหภาตให้รีบแจ้งหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินทันทีและทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

     1. นำผู้ป่วยเข้านอนในที่ร่ม ถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออก แล้วเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศโกรกตัวผู้ป่วยเพื่อช่วยระบายความร้อน
     2. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น/น้ำธรรมดาซึ่งไม่ร้อนเช็ดตามร่างกายของผู้ป่วยให้ทั่ว หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นน้ำธรรมดาพันบริเวณแขนและขาของผู้ป่วยแล้วบีบนวดบริเวณดังกล่าวเพื่อช่วยไล่เลือดเย็นกลับเข้าสู่หัวใจและส่วนกลางของร่างกาย (แต่ไม่แนะนำให้นำผ้าเปียกห่มทับบนตัวผู้ป่วยจนทั่วทั่งร่างกาย เนื่องจากจะขัดขวางกระบวนการระเหยของเหงื่อและไอน้ำทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายของผู้ป่วยลดลงได้ช้ากว่า) หรืออาจใช้น้ำเย็น/น้ำธรรมดาราดลงบนแขนขาของผู้ป่วยไปเรื่อย ๆ หรือใช้วิธีประคบน้ำแข็ง/cold pack ไว้บริเวณรักแร้ ขาหนีบของผู้ป่วยก็ได้
     3. ควรใช้ปรอทวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยเป็นพัก ๆ เมื่ออุณหภูมิเริ่มลดลงมาถึง 38.3 – 38.8 องศาเซลเซียส ให้ค่อย ๆ ชะลอกระบวนการลดอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยซึ่งได้ทำมาตลอดลง เนื่องจากเราไม่ต้องการให้เกิดภาวะอุณหภูมิต่ำขึ้นแก่ผู้ป่วย (ซึ่งจะกลายเป็นการก่อปัญหาอีกชนิดหนึ่งขึ้นแทน) และเมื่ออุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยลดลงแล้วก็ยังคงต้องวัดอุณหภูมิของร่างกายของผู้ป่วยต่อไปอีกเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้อุณหภูมิซึ่งลดลงแล้วกลับสูงขึ้นใหม่
     4. การนำผู้ป่วยแช่ลงในอ่างน้ำเย็น/น้ำธรรมดาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งได้ผลดีในการลดอุณหภูมิ แต่ก็มีข้อควรระวังคือ การแช่ผู้ป่วยลงในน้ำเย็นจัดอาจทำให้เส้นเลือดส่วนปลายบริเวณปลายมือปลายเท้าและแขนขาหดตัวจนกลายเป็นการกักความร้อนให้อยู่บริเวณส่วนกลางของลำตัวมากขึ้น อีกทั้งยังมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (defibrillation) หรือผู้ซึ่งจำเป็นต้องติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จึงแนะนำว่าให้พยายามลดอุณหภูมิร่างกายด้วยวิธีการอื่น ๆข้างต้นก่อน
     5. ในกรณีที่ประเมินว่าผู้ป่วยเป็นโรคอุณหพาตชนิดพร่องสารน้ำ/เกลือแร่และผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีขึ้นแล้วให้กระตุ้นผู้ป่วยให้ดื่มน้ำธรรมดา/น้ำเย็นผสมเกลือแร่เป็นระยะ ๆ อยู่เรื่อย ๆ (กรณีผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ การบังคับให้ดื่มน้ำอาจทำให้เกิดการสำลักและก่อปัญหาปอดบวมจากการสำลักขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งผู้ป่วยโรคอุณหพาตส่วนใหญ่จะมีความผิดปกติด้านการทำงานของระบบประสาทและสมอง รวมถึงการรับรู้ต่าง ๆร่วมด้วยเสมอ เพราะฉะนั้นหากไม่มั่นใจจริง ๆว่าการดื่มน้ำนั้นจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยมากกว่าเป็นโทษ แนะนำว่าไม่ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำครับ)
     6. การใช้ยาลดไข้ประเภทต่าง ๆ (เช่น Paracetamol ,Aspirin) ไม่มีประโยชน์ในการลดอุณหภูมิร่างกายจากโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนต่าง ๆ (กลไกการเกิดไข้เป็นกลไกที่แตกต่างจากการเกิดโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนครับ)

                ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคอุณหพาตและโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนต่าง ๆนั้น ได้แก่

     1. ผู้ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีร้อนและความชื้นในอากาศสูงเป็นเวลานาน (เด็ก ,ผู้สูงอายุ ,ผู้ป่วยโรคเรื้อรังประเภทต่าง ๆ ซึ่งระบบรักษาอุณหภูมิของร่างกายปรับตัวได้ช้าจะมีความเสี่ยงมากกว่า)
     2. นักกีฬา หรือ คนงานซึ่งต้องออกแรงอย่างหนักต่อเนื่องกลางพื้นที่โล่งแจ้งที่มีอุณหภูมิสูง
     3. การดื่มเครื่องดื่มบางประเภทซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น เครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ,ชา ,กาแฟ ,น้ำอัดลม (เครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมของคาเฟอีน) เป็นต้น
     4. การรับประทานยาบางชนิดมีผลส่งเสริมให้เกิดโรคอุณหพาตได้ง่ายขึ้น เช่น ยาแก้แพ้ ,ยาลดน้ำมูก , ยาต้านอาการซึมเศร้า หรือยาจิตเวชในกลุ่ม MAOIs ,SSRIs ,tricyclic antidepressants เป็นต้น
     5. การใช้สารเสพติด เช่น amphetamines ,cocaine ,LSD ,ฯลฯ

ในผู้ป่วยบางคนซึ่งเป็นโรคอุณหพาตนั้นอาจมีความเสียหายของสมองบางส่วนเป็นการถาวร หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาภายหลังนอกเหนือไปจากความเสียหายของระบบประสาทและสมองได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจวาย ,ปอดบวมน้ำ ,มีการสลายตัวของกล้ามเนื้อ ,ไตวาย ,ฯลฯ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้ป่วยเป็นโรคอุณหพาตนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังคำแนะนำซึ่งแสดงไว้ทางด้านล่างต่อไปนี้

      1. หลีกเลี่ยงการอยู่อาศัย ทำงาน หรือออกกำลังกายในสภาวะแวดล้อมซึ่งมีอุณหภูมิและความชื้นสูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ในกรณีที่จำเป็นต้องอยู่ ทำงาน หรือออกกำลังกายภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าว ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ไม่หนา สามารถระบายความร้อนได้ดี และมีน้ำหนักเบา (อาจสวมหมวก หรือกางร่มร่วมด้วย)
     2. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ กรณีที่ทำงานในสำนักงานซึ่งไม่จำเป็นต้องตากแดดควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว (แก้วละ 250 – 300 มิลลิลิตร) หรือโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร ในกรณีที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมซึ่งมีอุณหภูมิและความชื้นสูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆจำเป็นต้องดื่มน้ำเปล่าเพิ่มขึ้นจากปกติตามความเหมาะสม โดยอาจจะดื่มน้ำเปล่าเพิ่มขึ้นเป็นชั่วโมงละ 2 – 3 แก้ว (อย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกกระหายน้ำเป็นระยะเวลานานภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าวเด็ดขาด บางครั้งถึงแม้จะคิดว่าตนเองดื่มน้ำเปล่าเยอะตามคำแนะนำแล้ว แต่หากความรู้สึกกระหายน้ำยังคงอยู่หรือเป็นมากขึ้นก็ควรจะหาน้ำเปล่ามาดื่มเพิ่มเติมทันที) หรือมากกว่านั้น
     3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ,คาเฟอีน
     4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสารเสพติดต่าง ๆ ซึ่งมีผลส่งเสริมให้เกิดโรคอุณหพาตได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดได้ให้ระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้นในด้านอื่น ๆข้างต้นแทน
     5. เด็ก คนชรา ผู้ป่วย และผู้ทุพพลภาพซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเหมาะสมควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่ควรปล่อยให้บุคคลดังกล่าวอยู่ภายในสภาวะแวดล้อมซึ่งมีอุณหภูมิและความชื้นสูง รวมถึงสภาวะแวดล้อมปิดตามลำพัง อีกทั้งควรติดตั้งระบบระบายอากาศที่เหมาะสมภายในสถานที่อยู่อาศัยของบุคคลดังกล่าวข้างต้นด้วย (พัดลม ,พัดลมระบายอากาศ ,เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น) และอย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อน หรือเหนื่อยเกินไปของบุคคลในกลุ่มข้างต้น

            นอกเหนือไปจากโรคอุณหพาต(Heat stroke) ,โรคเพลียแดด(Heat exhaustion) ยังมีโรคและภาวะผิดปกติซึ่งเกิดจากความร้อนอื่น ๆ ที่สำคัญควรค่าแก่การเรียนรู้ ซึ่งพวกเราทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมจะขอนำมากล่าวถึงไว้โดยย่อดังต่อไปนี้

     1.ผื่นจากความร้อน (Heat rash) เป็นการระคายเคืองของผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นจากการหลั่งเหงื่อปริมาณมากในช่วงสภาวะอากาศร้อน สามารถพบผู้ป่วยได้ในทุกช่วงอายุแต่มักจะพบบ่อยในเด็ก ลักษณะผื่นจะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆกระจายตัวอยู่เป็นกลุ่ม อาจมีหัวหนองคล้ายสิว หรือบางครั้งจะเป็นตุ่มน้ำพองขนาดเล็ก รักษาโดยการหลีกเลี่ยงการตากแดดและสภาวะอากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าบาง ๆที่สามารถระบายอากาศได้ดี ประคบเย็น และทายาแก้แพ้ เช่น Calamine lotion บางครั้งแพทย์อาจะจะเรียกชื่อผื่นชนิดนี้ง่าย ๆว่า “ผด” ,“ผื่นแพ้เหงื่อ” หรือ “ผื่นแพ้แดด” ก็ได้

     2.ตะคริวจากความร้อน (Heat cramps) เป็นอาการปวดร่วมกับการมีกล้ามเนื้อหดเกร็งตัว มักจะเกิดกับกล้ามเนื้อบริเวณแขน ขา หรือหน้าท้อง ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อที่เกิดอาการจะมีเหงื่อออก เย็น และชื้น อุณหภูมิร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีสาเหตุมาจากการทำงานหรือออกกำลังกายภายใต้ความร้อนอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนมีอาการตะคริวเกิดขึ้น รักษาโดยการให้สารน้ำเกลือแร่ทดแทนและยืดกล้ามเนื้อส่วนที่มีอาการปวด ไม่แนะนำให้บีบ เค้น หรือนวดเนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาด้อยกว่าการยืดกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นยังอาจจะหลงเหลืออาการช้ำอยู่ภายในกล้ามเนื้อภายหลังจากการบีบนวดอีกด้วย

     3.โรคลมแดด (Heat syncope) เป็นอาการป่วยจากความร้อนซึ่งมีกลไกการเกิดภายใต้เงื่อนไขแบบเดียวกันกับโรคอุณหพาตแต่มีความรุนแรงของโรคน้อยกว่า ( “โรคลมแดด” กับ “โรคอุณหพาต” ไม่ใช่โรคเดียวกัน เพียงแต่มีกลไกการเกิดโรคภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน) โดยร่างกายของผู้ซึ่งอยู่อาศัย ทำงาน หรือออกกำลังกายภายใต้สภาวะแวดล้อมซึ่งมีความร้อนและความชื้นสูงนั้นจะตอบสนองด้วยการขยายเส้นเลือดบริเวณผิวหนังเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการระบายความร้อนออกจากร่างกาย (ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณผิวหนังมากกว่าส่วนอื่น ๆ) ประกอบกับภาวะพร่องสารน้ำและเกลือแร่จากการสูญเสียเหงื่อทำให้ปริมาณเลือดซึ่งส่งไปหล่อเลี้ยงสมองโดยรวมลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหน้ามืด ,วิงเวียนศีรษะ หรือหมดสติฉับพลันแบบชั่วคราวโดยไม่มีอาการสับสน ,เห็นภาพหลอน ,พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หรืออาการซึ่งบ่งบอกถึงการทำงานที่ผิดปกติของสมองด้านอื่น ๆ (เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ “โรคลมแดด” แตกต่างจาก “โรคอุณหพาต” ซึ่งมีความผิดปกติในการทำหน้าที่ด้านต่าง ๆ ของสมอง) ผิวหนังของผู้ป่วยจะมีลักษณะเย็น ซีด ชื้น มีเหงื่อออก ,ชีพจรเร็ว ,อุณหภูมิร่างกายมักจะอยู่ในระดับปกติ เราสามารถพบผู้ป่วยโรคลมแดดได้ง่ายและบ่อยกว่าโรคอุณหพาต รักษาโดยนำผู้ป่วยเข้านอนในที่ร่ม ถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออก จัดขา 2 ข้างให้ปลายเท้าอยู่สูงกว่าระดับหน้าอกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณศีรษะ แล้วเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศโกรกตัวผู้ป่วยเพื่อช่วยระบายความร้อน ให้ดื่มสารน้ำและเกลือแร่ทดแทน (ค่อย ๆให้สารน้ำโดยต้องระวังการสำลักด้วยครับ) และห้ามมิให้ผู้ป่วยกลับเข้าไปอยู่อาศัย ทำงาน หรือออกกำลังกายภายใต้สภาวะแวดล้อมซึ่งมีความร้อนและความชื้นสูงอีก ในโรคลมแดดนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีบาดแผลหรือการบาดเจ็บจากการล้มหมดสติไป แนะนำให้รักษาต่อเนื่องตามอาการ ผู้ป่วยโรคลมแดดส่วนใหญ่จะไม่มีอันตรายใด ๆถึงขั้นเสียชีวิต และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆตามมาภายหลังการรักษา

     สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินทางไกลในสภาวะอากาศอันแสนร้อนอบอ้าว แนะนำว่าอย่าลืมพกน้ำเปล่าและผงเกลือแร่ติดตัวเอาไว้ให้เพียงพอในการเดินทาง พยายามอย่าสวมใส่เสื้อผ้าซึ่งหนาและระบายความร้อนได้ลำบาก มิฉะนั้นพวกท่านอาจต้องประสบพบเจอกับโรคที่เกิดจากความร้อนหลาย ๆอย่างเช่นเดียวกับพวกเราทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมก็เป็นได้ ( “พี่ต้นหญ้า”หัวหน้าทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมเคยเจอกับประสบการณ์ของโรคเพลียแดดขณะตระเวนถ่ายรูปตามสถานที่ต่าง ๆบนเกาะยาวน้อยมาแล้ว โชคดีที่ไหวตัวทันไม่ปล่อยให้อาการรุนแรงจนถึงขั้นกลายเป็นโรคอุณหพาต ส่วน“น้องอร” ก็เคยเป็นผื่นแพ้เหงื่อมาหลายรอบแล้วเช่นกันครับ) สุดท้ายนี้พวกเราทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมก็หวังว่านอกจากการระมัดระวังดูแลรักษาสุขภาพของตนเองในสภาวะอากาศที่ร้อนเหลือเหงื่อไหลจนใกล้จะบ้าเฉกเช่นทุกวันนี้แล้ว ทุก ๆคนจะพยายามช่วยกันปลูกต้นไม้ ,ลดการใช้พลาสติก ,ประหยัดน้ำมัน/ไฟฟ้า/ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ,ฯลฯ เพื่อคลายความร้อนรุ่มให้กับโลกใบนี้บ้างนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการจาก : MedicineNet.com ,National AG Safety Database ,Globalbioweather ,Wikipedia




 


แผนผังเว็บไซต์ (Site Map)


Copy right © 2008 - 2010 by Thongteaw.com - All Rights Reserved
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็คโทรนิคส์ 3102201494154